ท่อน้ำควรใช้กี่นิ้ว? ใช้ท่อเล็กเกินทำให้น้ำอ่อนและเปลืองค่าไฟทุกเดือน บทความนี้บอกช่วงปริมาณน้ำที่เหมาะกับท่อแต่ละขนาด พร้อมวิธีเช็คว่าท่อเดิมที่บ้านเล็กเกินไปหรือเปล่า โดยทีมวิศวกร Dynamach
เวลาวางระบบน้ำ คนส่วนใหญ่ใส่ใจกับปั๊มมาก แต่เลือกท่อตามที่ร้านมีหรือตามท่อเดิมที่ต่อไว้ ทั้งที่ขนาดท่อมีผลกับน้ำที่ได้และค่าไฟที่จ่ายมากกว่าที่คิด
ท่อเล็กเกินไปคือสาเหตุที่พบบ่อยมากของอาการ “ปั๊มก็ใหญ่แล้ว ทำไมน้ำยังอ่อน” บทความนี้จะบอกว่าท่อแต่ละขนาดรับน้ำได้เท่าไหร่ และเช็คยังไงว่าท่อที่ใช้อยู่เล็กเกินไปหรือเปล่า
ทำไมท่อเล็กเกินถึงเป็นปัญหา
ลองนึกถึงการดูดน้ำผ่านหลอด ถ้าหลอดใหญ่ก็ดูดสบาย ถ้าหลอดเล็กจิ๋วต้องออกแรงดูดมากขึ้นมากเพื่อให้ได้น้ำเท่าเดิม
ท่อน้ำก็เหมือนกัน เมื่อน้ำต้องเบียดผ่านท่อที่แคบ มันจะเสียดสีกับผนังท่อมากขึ้น แรงดันตกลงระหว่างทาง ผลที่ตามมาคือ
- น้ำที่ปลายทางอ่อนกว่าที่ควร ทั้งที่ปั๊มทำงานเต็มที่
- ปั๊มต้องออกแรงมากขึ้นเพื่อชดเชย จึงกินไฟมากขึ้นทุกเดือน
- มีเสียงน้ำวิ่งดังในท่อ โดยเฉพาะตอนกลางคืนที่เงียบ
- ท่อและข้อต่อรับแรงมากกว่าที่ควร เสี่ยงรั่วตามข้อต่อเร็วขึ้น
ที่แย่คือปัญหานี้ไม่หายไปเอง มันกินค่าไฟเพิ่มทุกเดือนไปตลอดอายุการใช้งาน
หลักการเลือกขนาดท่อ ดูที่ความเร็วน้ำ
ช่างและวิศวกรไม่ได้เลือกท่อจากความรู้สึก แต่ดูจากความเร็วของน้ำที่วิ่งในท่อ
ถ้าน้ำวิ่งเร็วเกินไปจะเกิดการเสียดสีและเสียงดัง ถ้าช้าเกินไปก็แปลว่าจ่ายเงินค่าท่อใหญ่เกินความจำเป็น ช่วงที่เหมาะสำหรับงานทั่วไปคือประมาณ 1.5 ถึง 2 เมตรต่อวินาที
ข่าวดีคือไม่ต้องคำนวณเอง เพราะแปลงเป็นตัวเลขที่ใช้ได้เลยไว้ให้แล้วในหัวข้อถัดไป
ท่อแต่ละขนาดรับน้ำได้เท่าไหร่
ตัวเลขข้างล่างนี้คือปริมาณน้ำที่เหมาะสมกับท่อแต่ละขนาด ถ้าใช้เกินกว่านี้มากแปลว่าท่อเล็กไป
- ท่อ 1/2 นิ้ว ประมาณ 1.0 ถึง 1.3 คิวต่อชั่วโมง หรือราว 16 ถึง 21 ลิตรต่อนาที
- ท่อ 3/4 นิ้ว ประมาณ 1.7 ถึง 2.3 คิวต่อชั่วโมง หรือราว 28 ถึง 38 ลิตรต่อนาที
- ท่อ 1 นิ้ว ประมาณ 2.7 ถึง 3.5 คิวต่อชั่วโมง หรือราว 44 ถึง 59 ลิตรต่อนาที
- ท่อ 1 นิ้วครึ่ง ประมาณ 6.8 ถึง 9.0 คิวต่อชั่วโมง หรือราว 113 ถึง 151 ลิตรต่อนาที
- ท่อ 2 นิ้ว ประมาณ 10.6 ถึง 14.1 คิวต่อชั่วโมง หรือราว 177 ถึง 236 ลิตรต่อนาที
- ท่อ 3 นิ้ว ประมาณ 27 ถึง 36 คิวต่อชั่วโมง หรือราว 452 ถึง 603 ลิตรต่อนาที
- ท่อ 4 นิ้ว ประมาณ 42 ถึง 57 คิวต่อชั่วโมง หรือราว 707 ถึง 942 ลิตรต่อนาที
- ท่อ 6 นิ้ว ประมาณ 95 ถึง 127 คิวต่อชั่วโมง หรือราว 1,590 ถึง 2,121 ลิตรต่อนาที
หมายเหตุสำคัญ ตัวเลขนี้เป็นค่าประมาณจากเส้นผ่านศูนย์กลางภายในโดยทั่วไป ท่อขนาดเรียกเท่ากันแต่คนละชั้นความหนา จะมีรูข้างในไม่เท่ากัน ท่อที่หนากว่าจะมีรูเล็กกว่าและรับน้ำได้น้อยกว่าเล็กน้อย
ท่อดูดกับท่อส่ง ใช้ขนาดเท่ากันไม่ได้
เรื่องนี้คนพลาดกันบ่อยมาก และเป็นสาเหตุของอาการปั๊มมีเสียงแปลกๆ
ท่อดูด คือท่อจากแหล่งน้ำเข้าปั๊ม ควรใหญ่กว่าท่อส่งหนึ่งขนาดเสมอ เพราะฝั่งดูดปั๊มไม่ได้ดันน้ำ แต่อาศัยความดันบรรยากาศช่วยพาน้ำเข้ามา ถ้าท่อดูดเล็กเกินไป น้ำเข้าไม่ทัน จะเกิดฟองอากาศในเนื้อน้ำซึ่งกัดกร่อนใบพัดให้พังเร็ว และมีเสียงเหมือนมีกรวดวิ่งในปั๊ม
ท่อส่ง คือท่อจากปั๊มออกไปใช้งาน ใช้ขนาดตามตารางข้างบนได้ตามปกติ
สรุปง่ายๆ คือถ้าปั๊มมีท่อส่ง 1 นิ้ว ท่อดูดควรเป็น 1 นิ้วครึ่ง
ยิ่งเดินท่อไกล ยิ่งต้องเผื่อขนาด
แรงเสียดทานสะสมตามความยาวท่อ ท่อ 1 นิ้วยาว 10 เมตรกับยาว 200 เมตร คนละเรื่องกันเลย
หลักคร่าวๆ ที่ใช้ได้
- ท่อสั้นไม่เกิน 20 ถึง 30 เมตร ใช้ขนาดตามตารางได้เลย
- ท่อยาว 50 ถึง 100 เมตร ควรขยับขึ้นหนึ่งขนาด
- ท่อยาวเกิน 100 เมตร ต้องคำนวณจริง เพราะส่วนที่เสียไปกับท่ออาจมากกว่าความสูงที่ต้องส่งเสียอีก
อย่าลืมว่าข้องอทุกตัวก็นับเป็นความยาวเพิ่มด้วย ข้องอ 90 องศาหนึ่งตัวเทียบได้กับท่อตรงเพิ่มอีกหลายเมตร ระบบที่หักเลี้ยวไปมาหลายจุดจึงเสียแรงมากกว่าที่ตาเห็น
เช็คง่ายๆ ว่าท่อที่ใช้อยู่เล็กไปหรือเปล่า
ไม่ต้องมีเครื่องมือ ใช้แค่ถังกับนาฬิกา
- หาถังที่รู้ความจุ เช่น ถัง 20 ลิตร
- เปิดน้ำเต็มที่ที่ปลายทาง จับเวลาว่ากี่วินาทีถังจะเต็ม
- เอา 60 หารด้วยจำนวนวินาที แล้วคูณด้วยความจุถัง จะได้ลิตรต่อนาที
ตัวอย่าง ถัง 20 ลิตรเต็มใน 30 วินาที เอา 60 หาร 30 ได้ 2 คูณ 20 เท่ากับ 40 ลิตรต่อนาที แล้วเอาไปเทียบกับรายการข้างบน จะเห็นว่าอยู่ระหว่างท่อ 3/4 นิ้วกับ 1 นิ้ว ค่อนไปทาง 1 นิ้ว แปลว่าถ้าท่อที่ใช้อยู่เป็น 1 นิ้วก็ถือว่าพอดี แต่ถ้าเป็น 3/4 นิ้วแสดงว่าน้ำวิ่งเร็วเกินช่วงที่เหมาะสมแล้ว
ถ้าน้ำที่วัดได้น้อยกว่าที่ควรเป็นมาก ทั้งที่ปั๊มก็แรงพอ ให้สงสัยสามอย่าง คือท่อเล็กเกินไป ท่อมีตะกรันเกาะจนรูแคบลง หรือมีอะไรอุดอยู่
สี่ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย
- ต่อท่อใหญ่ออกจากปั๊ม แล้วไปลดเป็นท่อเล็กกลางทาง ระบบจะไหลได้เท่าท่อที่เล็กที่สุดเท่านั้น การใส่ท่อใหญ่ช่วงต้นจึงไม่ช่วยอะไรเลย
- เพิ่มจุดใช้น้ำโดยไม่เปลี่ยนท่อเมน เดิมมี 4 จุด ต่อเพิ่มเป็น 10 จุด แต่ท่อเมนเท่าเดิม พอเปิดพร้อมกันน้ำก็อ่อนทุกจุด
- เลือกท่อดูดเท่าท่อส่ง ทำให้ปั๊มดูดน้ำไม่ทันและเกิดฟองอากาศกัดใบพัด
- ใช้ข้องอมากเกินจำเป็น เดินท่ออ้อมไปมาเพื่อความสวยงาม แต่ละข้องอกินแรงไปเรื่อยๆ จนน้ำปลายทางอ่อน
สรุป
เลือกท่อจากปริมาณน้ำที่ต้องใช้จริง ไม่ใช่จากขนาดท่อเดิมหรือของที่ร้านมี ท่อที่ใหญ่ขึ้นหนึ่งขนาดมักแพงขึ้นไม่มาก แต่ช่วยลดค่าไฟได้ทุกเดือนตลอดอายุการใช้งาน โดยเฉพาะงานที่ต้องเดินท่อไกล
ถ้ากำลังจะวางระบบใหม่ แนะนำให้คิดขนาดท่อพร้อมกับเลือกปั๊มไปเลย เพราะสองอย่างนี้ส่งผลถึงกัน อ่านวิธีเลือกขนาดปั๊มได้ที่ ปั๊มน้ำควรใช้กี่แรง หรือ ปรึกษาทีมวิศวกร Dynamach ให้ช่วยคำนวณให้
คำถามที่พบบ่อย
ใช้ท่อใหญ่กว่าที่ควร เสียหายไหม
ไม่เสียหายกับระบบ แค่จ่ายค่าท่อแพงกว่าที่จำเป็น ต่างจากท่อเล็กเกินที่ทำให้เปลืองค่าไฟไปเรื่อยๆ ถ้าลังเลระหว่างสองขนาด การเลือกใหญ่ขึ้นหนึ่งขนาดมักคุ้มกว่าในระยะยาว โดยเฉพาะท่อเมนที่รื้อเปลี่ยนทีหลังยาก
ท่อ PVC กับท่อ PE เลือกยังไง
PVC แข็ง ราคาถูก ต่อง่าย เหมาะกับงานเดินในอาคารหรือฝังดินที่เป็นแนวตรง ส่วน PE ยืดหยุ่นได้ ม้วนเป็นวงยาวได้ ต่อกลางทางน้อยกว่าจึงรั่วยาก เหมาะกับงานเดินไกลในแปลงเกษตรหรือพื้นที่ที่ต้องอ้อมสิ่งกีดขวาง
ท่อเก่ามีตะกรันเกาะ ต้องเปลี่ยนใหม่ไหม
ถ้าน้ำอ่อนลงเรื่อยๆ ในช่วงหลายปีทั้งที่ปั๊มยังดี ให้สงสัยเรื่องตะกรัน โดยเฉพาะระบบที่ใช้น้ำบาดาลซึ่งมีแร่ธาตุสูง ลองตัดท่อสักท่อนมาดูข้างในจะเห็นชัดที่สุด ถ้าตะกรันหนามากมักคุ้มกว่าที่จะเปลี่ยน เพราะค่าไฟที่เสียไปมักมากกว่าค่าท่อ
ท่อฝังดินกับท่อเดินลอย ต่างกันไหมเรื่องขนาด
ขนาดคิดเหมือนกัน แต่ท่อเดินลอยกลางแดดต้องดูเรื่องการทนแสงยูวีเพิ่ม เพราะท่อบางชนิดจะกรอบและแตกเมื่อตากแดดนานหลายปี ส่วนท่อฝังดินต้องดูความลึกและการรับน้ำหนักด้านบนถ้ามีรถวิ่งผ่าน
ใส่ท่อใหญ่แล้วน้ำจะแรงขึ้นไหม
ท่อใหญ่ไม่ได้เพิ่มแรงดัน แต่ช่วยไม่ให้แรงดันตกระหว่างทาง ผลที่รู้สึกได้คือน้ำที่ปลายทางแรงขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะในระบบที่เดินท่อไกลหรือมีหลายจุดเปิดพร้อมกัน แต่ถ้าปัญหาคือปั๊มเล็กเกินไปตั้งแต่ต้น การเปลี่ยนท่ออย่างเดียวจะไม่ช่วย
วัดขนาดท่อเดิมยังไงถ้าไม่รู้ว่ากี่นิ้ว
ใช้สายวัดวัดรอบนอกของท่อแล้วหารด้วย 3.14 จะได้เส้นผ่านศูนย์กลางภายนอก จากนั้นเทียบกับขนาดเรียกที่ร้าน หรือวิธีที่ง่ายกว่าคือดูตัวอักษรที่พิมพ์อยู่ข้างท่อ ซึ่งมักระบุขนาดและชั้นความหนาไว้แล้ว