ปั๊มน้ำสูบน้ำไม่ขึ้น น้ำไหลอ่อน หรือน้ำไหลๆ หยุดๆ เกิดจากอะไรได้บ้าง ไล่เช็คทีละข้อด้วยตัวเองแบบไม่ต้องใช้เครื่องมือ พร้อมบอกว่าข้อไหนซ่อมเองได้ ข้อไหนต้องเรียกช่าง โดยทีมวิศวกร Dynamach
ปั๊มน้ำเดินอยู่ ได้ยินเสียงมอเตอร์ชัดเจน แต่น้ำไม่ขึ้น หรือขึ้นแบบอ่อนจนใช้งานไม่ได้ อาการนี้เจอกันบ่อยมาก ทั้งที่บ้าน ที่สวน และที่ฟาร์ม
ข่าวดีคือ สาเหตุส่วนใหญ่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ และหลายข้อเช็คเองได้โดยไม่ต้องมีเครื่องมืออะไรเลย บทความนี้จะไล่ให้ดูทีละข้อ เรียงจากข้อที่เจอบ่อยที่สุดและแก้ง่ายที่สุดก่อน
ก่อนเริ่ม แยกอาการให้ออกก่อน
สามอาการนี้คนละสาเหตุกัน ดูให้ออกก่อนจะประหยัดเวลาไปได้เยอะ
- ปั๊มไม่ทำงานเลย ไม่มีเสียง ไม่สั่น แบบนี้เป็นเรื่องไฟฟ้า
- ปั๊มทำงาน แต่น้ำไม่ออกเลย ได้ยินเสียงมอเตอร์ แต่ไม่มีน้ำ แบบนี้มักเป็นเรื่องอากาศค้างในระบบหรือน้ำไม่พอให้ดูด
- น้ำออก แต่อ่อนหรือไหลๆ หยุดๆ แบบนี้มักเป็นเรื่องท่อตัน อากาศรั่วเข้าท่อ หรือปั๊มเริ่มสึก
อาการที่ 1 ปั๊มไม่ทำงานเลย
เช็คไฟก่อนเสมอ
ฟังดูพื้นๆ แต่เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งจริงๆ ลองไล่ดูตามนี้
- เบรกเกอร์ตกหรือเปล่า ลองสับขึ้นใหม่
- ปลั๊กหลวมไหม สายไฟมีรอยแมลงหรือหนูกัดหรือเปล่า
- ถ้ามีตู้ควบคุม ดูว่าไฟสถานะติดปกติไหม
ถ้าสับเบรกเกอร์ขึ้นแล้วตกซ้ำอีกทันที อย่าสับซ้ำเรื่อยๆ เพราะแปลว่ามีไฟรั่วหรือมอเตอร์มีปัญหา ต้องเรียกช่างมาดู การฝืนสับซ้ำเสี่ยงทั้งไฟช็อตและทำให้มอเตอร์เสียหายหนักกว่าเดิม
ปั๊มร้อนจนตัดตัวเอง
ปั๊มดีๆ ส่วนใหญ่มีตัวตัดความร้อนในตัว เวลามันร้อนเกินไปมันจะหยุดเองเพื่อไม่ให้ไหม้ พอเย็นลงก็กลับมาทำงานใหม่
ถ้าปั๊มของคุณทำงานไปสักพักแล้วหยุด เดี๋ยวก็กลับมาเอง วนแบบนี้ นั่นแปลว่ามันร้อนเกิน สาเหตุที่พบบ่อยคือปั๊มเดินตัวเปล่าโดยไม่มีน้ำ ซึ่งจะพูดถึงในหัวข้อถัดไป
อาการที่ 2 ปั๊มทำงาน แต่น้ำไม่ออก
น้ำในบ่อลดลงจนปั๊มดูดไม่ถึง
ข้อนี้เจอบ่อยที่สุดในหน้าแล้ง ระดับน้ำในบ่อหรือในบ่อบาดาลลดลงต่ำกว่าตำแหน่งที่ปั๊มจะดูดถึง ปั๊มก็เลยดูดได้แต่ลม
วิธีเช็คง่ายๆ คือหย่อนเชือกผูกก้อนหินลงไปวัดระดับน้ำเทียบกับตอนที่เคยใช้ได้ปกติ ถ้าน้ำลดลงจริง ทางแก้คือลดตำแหน่งปั๊มลง หรือรอให้น้ำกลับมา
ข้อควรระวังที่สำคัญมาก ปั๊มจุ่มส่วนใหญ่ใช้น้ำรอบตัวมันเองเป็นตัวระบายความร้อน ถ้าปล่อยให้เดินตัวเปล่าโดยไม่มีน้ำ มอเตอร์จะร้อนจัดและพังได้ในเวลาไม่นาน ถ้าสงสัยว่าน้ำไม่ถึง ให้ปิดปั๊มไว้ก่อน อย่าปล่อยให้เดินต่อ
อากาศค้างอยู่ในปั๊มหรือในท่อ
ปั๊มน้ำดูดน้ำได้ แต่ดูดอากาศแล้วส่งไม่ไป พูดง่ายๆ คือถ้ามีอากาศค้างอยู่ในตัวปั๊ม มันจะปั่นอากาศอยู่อย่างนั้นและไม่ดูดน้ำขึ้นมา
ปั๊มแบบตั้งบนบก เช่น ปั๊มหอยโข่ง มักต้องเติมน้ำเข้าไปในตัวปั๊มให้เต็มก่อนเปิดเครื่อง เรียกกันว่าการล่อน้ำ ถ้าลืมทำหรือน้ำที่ล่อไว้ไหลกลับหมด ปั๊มก็จะไม่ดูดน้ำ
ถ้าต้องล่อน้ำใหม่ทุกครั้งที่เปิด แปลว่ามีอะไรทำให้น้ำไหลย้อนกลับลงไป ซึ่งมักเป็นข้อถัดไป
ฟุตวาล์วที่ปลายท่อดูดเสีย
ฟุตวาล์วคือวาล์วกันน้ำไหลย้อนที่อยู่ปลายท่อดูดในน้ำ หน้าที่ของมันคือกักน้ำไว้ในท่อไม่ให้ไหลกลับลงบ่อตอนปั๊มหยุด
พอมันเสียหรือมีเศษขยะไปขวางจนปิดไม่สนิท น้ำในท่อจะไหลกลับลงบ่อหมดทุกครั้งที่ปิดปั๊ม เปิดทีไรก็ต้องล่อน้ำใหม่ทุกที นี่เป็นอาการคลาสสิกที่บอกได้เลยว่าฟุตวาล์วมีปัญหา
อาการที่ 3 น้ำออกแต่อ่อน หรือไหลๆ หยุดๆ
ท่อดูดมีรูรั่วให้อากาศเข้า
ข้อนี้หลอกคนได้เก่งมาก เพราะรูรั่วอยู่ฝั่งท่อดูด น้ำจึงไม่ไหลออกมาให้เห็น แต่อากาศเข้าไปแทน ผลคือน้ำไหลอ่อนและมีเสียงน้ำปนลมในท่อ
จุดที่ต้องเพ่งเป็นพิเศษคือข้อต่อทุกจุดบนท่อดูด เกลียวที่พันเทปไว้นานแล้ว และรอยแตกเล็กๆ ที่มองผ่านง่าย ลองใช้มือลูบตามข้อต่อขณะปั๊มทำงาน บางทีจะรู้สึกได้ว่ามีลมถูกดูดเข้า
ตะแกรงหรือใบพัดอุดตัน
เศษใบไม้ ถุงพลาสติก ทราย หรือตะไคร่ ไปติดที่ตะแกรงหน้าปั๊มหรือพันอยู่ที่ใบพัด ทำให้น้ำผ่านได้น้อยลง
อาการที่สังเกตได้คือน้ำค่อยๆ อ่อนลงเรื่อยๆ ในช่วงหลายสัปดาห์ ไม่ใช่อ่อนลงทันที ถ้าเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ให้สงสัยข้อนี้ไว้ก่อน
ท่อตันหรือมีตะกรันเกาะข้างใน
ท่อที่ใช้มานานหลายปี โดยเฉพาะกับน้ำบาดาลที่มีแร่ธาตุสูง จะมีตะกรันเกาะสะสมอยู่ข้างในจนช่องทางน้ำแคบลง เหมือนเส้นเลือดตีบ ปั๊มยังทำงานเต็มที่แต่น้ำผ่านได้น้อยลง
ใบพัดสึกจากทรายและตะกอน
ถ้าน้ำที่สูบมีทรายปน ใบพัดจะสึกไปเรื่อยๆ ตามอายุการใช้งาน พอสึกมากๆ ปั๊มก็ส่งน้ำได้ไม่แรงเหมือนเดิม ทั้งที่มอเตอร์ยังหมุนปกติ
ข้อนี้ซ่อมเองไม่ได้ ต้องให้ช่างเปิดดูและเปลี่ยนใบพัด แต่ถ้าปั๊มอายุมากแล้ว บางทีเปลี่ยนตัวใหม่คุ้มกว่าซ่อม
สรุปเป็นลำดับให้ไล่เช็คเอง
ถ้าจำอะไรไม่ได้ ให้ไล่ตามนี้จากบนลงล่าง ทำได้เองทั้งหมดโดยไม่ต้องมีเครื่องมือ
- ปั๊มมีเสียงไหม ถ้าไม่มี ไปเช็คเบรกเกอร์และปลั๊ก
- ในบ่อยังมีน้ำพอไหม วัดระดับน้ำเทียบกับตอนปกติ
- ถ้าเป็นปั๊มตั้งบนบก ล่อน้ำให้เต็มแล้วลองใหม่
- ถ้าต้องล่อน้ำทุกครั้ง ให้สงสัยฟุตวาล์ว
- ไล่จับข้อต่อท่อดูดทีละจุด หาจุดที่อากาศเข้า
- ยกปั๊มขึ้นมาดูตะแกรงและใบพัด ว่ามีอะไรพันหรืออุดอยู่ไหม
- ถ้าทำครบแล้วยังไม่ดีขึ้น น่าจะเป็นเรื่องภายในปั๊มหรือท่อ ต้องเรียกช่าง
เรื่องที่ควรเรียกช่างทันที ไม่ต้องลองเอง
- เบรกเกอร์ตกซ้ำๆ ทุกครั้งที่สับขึ้น
- มีกลิ่นไหม้ หรือตัวปั๊มร้อนจัดผิดปกติ
- จับตัวปั๊มหรือท่อโลหะแล้วรู้สึกไฟดูด ข้อนี้อันตรายถึงชีวิต ให้ตัดไฟทันที
- มีเสียงดังผิดปกติจากในตัวปั๊ม เช่น เสียงครูดหรือเสียงกระแทก
- ปั๊มจุ่มที่ยกขึ้นมาแล้วเห็นน้ำอยู่ในห้องมอเตอร์
ป้องกันไว้ก่อนดีกว่าตามแก้
สามอย่างนี้ทำแล้วช่วยได้จริง และแทบไม่มีค่าใช้จ่าย
- อย่าปล่อยให้ปั๊มเดินตัวเปล่า ถ้าน้ำมักลดในหน้าแล้ง ควรติดตั้งระบบตัดการทำงานอัตโนมัติเมื่อน้ำต่ำ ราคาไม่แพงเทียบกับค่ามอเตอร์ใหม่
- ล้างตะแกรงหน้าปั๊มตามรอบ โดยเฉพาะบ่อกลางแจ้งที่มีใบไม้ร่วง
- ฟังเสียงปั๊มให้ติดเป็นนิสัย ปั๊มมักส่งสัญญาณด้วยเสียงที่เปลี่ยนไปก่อนจะพังจริงเสมอ
ถ้าไล่เช็คหมดแล้วยังไม่หาย หรือไม่แน่ใจว่าปั๊มที่ใช้อยู่เหมาะกับบ่อและระยะส่งน้ำหรือเปล่า ทีมวิศวกร Dynamach ช่วยประเมินให้ได้ ติดต่อสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย
ปั๊มเดินตัวเปล่าไม่กี่นาที เสียหายไหม
ขึ้นกับชนิดปั๊มและอุณหภูมิตอนนั้น ปั๊มจุ่มที่อาศัยน้ำรอบตัวช่วยระบายความร้อนจะเสี่ยงกว่าปั๊มแบบอื่นมาก บางกรณีเสียหายได้ในเวลาไม่กี่นาที ทางที่ปลอดภัยคือปิดทันทีที่สงสัยว่าน้ำไม่ถึง
น้ำไหลอ่อนลงเรื่อยๆ ในช่วงหลายเดือน น่าจะเป็นอะไร
ถ้าค่อยๆ อ่อนลงแบบไม่ทันสังเกต มักเป็นเรื่องสะสม เช่น ตะกรันเกาะในท่อ ตะแกรงเริ่มตัน หรือใบพัดสึกจากทราย ต่างจากกรณีที่อ่อนลงทันทีซึ่งมักเป็นท่อรั่วหรือมีอะไรไปอุดกะทันหัน
ต่อปั๊มสองตัวช่วยกันดูด จะแรงขึ้นไหม
ไม่แนะนำให้ทำเอง เพราะการต่อปั๊มหลายตัวมีทั้งแบบต่อขนานเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำ และแบบต่ออนุกรมเพื่อเพิ่มแรงดัน ถ้าต่อผิดแบบจะไม่ได้ผลตามที่คิด และอาจทำให้ปั๊มตัวหนึ่งทำงานหนักเกินจนพัง ควรให้ช่างหรือวิศวกรคำนวณให้ก่อน
ปั๊มใหม่แต่ก็ยังสูบไม่ขึ้น เป็นเพราะอะไร
ปั๊มใหม่ที่สูบไม่ขึ้น มักไม่ได้เสีย แต่เลือกรุ่นไม่ตรงกับงาน โดยเฉพาะกรณีที่ต้องส่งน้ำขึ้นที่สูงหรือส่งไกลกว่าที่ปั๊มรุ่นนั้นทำได้ ลองอ่านเรื่องนี้เพิ่มที่ แรงดันน้ำ (Head) สำคัญอย่างไร
ควรเรียกช่างมาตรวจปั๊มบ่อยแค่ไหน
ถ้าเป็นปั๊มที่ใช้ทุกวันในงานสำคัญ เช่น ปั๊มส่งน้ำเข้าแปลงเกษตรหรือปั๊มประปาหมู่บ้าน ควรให้ตรวจสภาพอย่างน้อยปีละครั้ง เพราะค่าตรวจถูกกว่าค่าหยุดงานตอนน้ำไม่มีใช้มาก