อยากได้ถังเก็บน้ำ แต่ไม่รู้ควรเอาขนาดกี่ลิตรกี่คิว บทความนี้สอนคิดแบบง่ายๆ ด้วยการคูณเลขไม่กี่ครั้ง พร้อมตัวอย่างบ้าน สวน ฟาร์ม และประปาหมู่บ้าน โดยทีมวิศวกร Dynamach
คำถามที่ตอบยากที่สุดเวลาจะซื้อถังเก็บน้ำ ไม่ใช่ว่าจะเอายี่ห้อไหน แต่คือ “ควรเอาขนาดเท่าไหร่ถึงจะพอดี”
เอาเล็กไปก็น้ำหมดกลางคัน เอาใหญ่เกินก็เสียเงินฟรีและน้ำค้างในถังนานจนเสียคุณภาพ บทความนี้จะสอนคิดแบบง่ายที่สุด ใช้แค่การคูณเลขไม่กี่ครั้ง ไม่ต้องใช้สูตรอะไรซับซ้อน
เข้าใจหน่วยก่อน คิว กับ ลิตร ต่างกันยังไง
ก่อนอื่นต้องแปลงหน่วยให้เป็น เพราะร้านค้าบางที่บอกเป็นลิตร บางที่บอกเป็นคิว
1 คิว เท่ากับ 1,000 ลิตร จำแค่นี้พอ
คำว่าคิวมาจาก ลูกบาศก์เมตร คือกล่องขนาดกว้าง 1 เมตร ยาว 1 เมตร สูง 1 เมตร ถ้าเติมน้ำเต็มกล่องนั้นจะได้น้ำ 1,000 ลิตรพอดี
ดังนั้นถ้าเห็นเขียนว่าถัง 2,000 ลิตร ก็คือถัง 2 คิว และถัง 50 คิว ก็คือ 50,000 ลิตร
สูตรง่ายๆ ที่ใช้ได้กับทุกงาน
ไม่ว่าจะเป็นบ้าน สวน หรือฟาร์ม หลักคิดเหมือนกันหมด คือ
ขนาดถัง = ใช้น้ำวันละเท่าไหร่ คูณ อยากสำรองไว้กี่วัน
แค่นี้จริงๆ ที่เหลือคือหาตัวเลขสองตัวนี้ให้ได้
ตัวเลขที่หนึ่ง ใช้น้ำวันละเท่าไหร่
ถ้าไม่เคยจดไว้ ให้ประมาณเอาจากของจริงรอบตัว วิธีที่แม่นที่สุดคือดูจากบิลค่าน้ำหรือมิเตอร์ ถ้าไม่มี ก็ใช้การประมาณคร่าวๆ จากจำนวนคนหรือขนาดพื้นที่
ตัวเลขที่สอง อยากสำรองไว้กี่วัน
ข้อนี้ขึ้นกับว่า “ถ้าน้ำไม่มาแล้วเดือดร้อนแค่ไหน” ลองตอบคำถามนี้
- น้ำหยุดแล้วแค่ไม่สะดวก เช่น บ้านพักในเมืองที่ประปามาสม่ำเสมอ สำรอง 1 ถึง 2 วันก็พอ
- น้ำหยุดแล้วงานเสียหาย เช่น สวนที่กำลังติดผล ฟาร์มที่มีสัตว์ ควรสำรอง 3 ถึง 7 วัน
- น้ำหยุดแล้วเสียหายหนักหรือแหล่งน้ำไม่แน่นอน เช่น พื้นที่ที่บาดาลแห้งช่วงหน้าแล้ง ควรสำรอง 7 วันขึ้นไป
ตัวอย่างที่ 1 บ้านอยู่อาศัย
คนทั่วไปใช้น้ำประมาณวันละ 200 ลิตรต่อคน รวมทั้งอาบน้ำ ซักผ้า ล้างจาน และเข้าห้องน้ำ ถ้าบ้านมีคนอยู่ 4 คน
4 คน คูณ 200 ลิตร เท่ากับ วันละ 800 ลิตร
ถ้าอยากสำรองไว้ 2 วัน ก็คือ 800 คูณ 2 เท่ากับ 1,600 ลิตร เลือกถังขนาด 2,000 ลิตรก็เหลือเฟือ
ถ้าบ้านมีสวนต้องรดน้ำด้วย ให้บวกน้ำส่วนนั้นเข้าไปต่างหาก อย่าลืมนับ
ตัวอย่างที่ 2 สวนและแปลงเกษตร
งานเกษตรตัวเลขจะกระโดดขึ้นเยอะ เพราะพืชกินน้ำมากกว่าที่คนคิด และแต่ละชนิดกินไม่เท่ากัน
วิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับคนที่ไม่มีข้อมูล คือดูจากระบบให้น้ำที่ใช้อยู่ เช่น ถ้าใช้สปริงเกลอร์ ให้ดูว่าหัวหนึ่งจ่ายน้ำกี่ลิตรต่อชั่วโมง แล้วคูณด้วยจำนวนหัวและจำนวนชั่วโมงที่เปิดต่อวัน
สมมติมีสปริงเกลอร์ 40 หัว หัวละ 100 ลิตรต่อชั่วโมง เปิดวันละ 2 ชั่วโมง
40 คูณ 100 คูณ 2 เท่ากับ วันละ 8,000 ลิตร หรือ 8 คิว
ถ้าอยากสำรองไว้ 5 วันเผื่อช่วงน้ำไม่มา ก็คือ 8 คูณ 5 เท่ากับ 40 คิว
ตัวเลขระดับนี้ถังพลาสติกทั่วไปเริ่มไม่ตอบโจทย์แล้ว ต้องขยับไปเป็นถังขนาดใหญ่ที่ประกอบหน้างาน อ่านเรื่องชนิดถังได้ที่ ถังเหล็กเก็บน้ำ เลือกแบบไหนดี
ตัวอย่างที่ 3 ฟาร์มปศุสัตว์
สัตว์กินน้ำไม่เท่ากันตามชนิดและอายุ และต้องบวกน้ำล้างโรงเรือนเข้าไปด้วย ซึ่งหลายคนลืมนับ
วิธีที่ตรงที่สุดคือจดจากมิเตอร์จริงสัก 7 วัน แล้วหารเฉลี่ย จะได้ตัวเลขที่ตรงกับฟาร์มของเราเองมากกว่าไปเอาตัวเลขกลางๆ จากที่อื่นมาใช้
ฟาร์มเป็นงานที่น้ำขาดไม่ได้เลยแม้แต่วันเดียว เพราะกระทบสุขภาพสัตว์โดยตรง จึงควรสำรองเผื่อไว้มากกว่างานประเภทอื่น
ตัวอย่างที่ 4 ประปาหมู่บ้าน
ระบบประปาหมู่บ้านคิดจากจำนวนครัวเรือนคูณจำนวนคนเฉลี่ยต่อครัวเรือน แล้วคูณด้วยปริมาณน้ำต่อคนต่อวัน
สมมติหมู่บ้านมี 120 ครัวเรือน เฉลี่ยครัวเรือนละ 3 คน ใช้น้ำคนละ 150 ลิตรต่อวัน
120 คูณ 3 คูณ 150 เท่ากับ วันละ 54,000 ลิตร หรือ 54 คิว
งานลักษณะนี้มักไม่ได้เก็บสำรองหลายวันเหมือนงานเกษตร เพราะสูบเติมได้ต่อเนื่อง แต่จะเผื่อไว้เพื่อรองรับช่วงเวลาที่คนใช้น้ำพร้อมกันมากๆ เช่น ตอนเช้าและตอนเย็น และเผื่อไว้ตอนไฟดับหรือปั๊มเสีย
สี่เรื่องที่คนมักคิดไม่ถึงตอนเลือกขนาด
- เติมน้ำได้เร็วแค่ไหน ถังใหญ่แต่ปั๊มเติมช้า ก็ยังไม่พอใช้อยู่ดี ต้องดูคู่กันเสมอว่าเติมเต็มถังใช้เวลากี่ชั่วโมง
- พื้นที่และฐานราก น้ำหนัก 1 คิว เท่ากับ 1 ตัน ถัง 50 คิวเต็มถังหนัก 50 ตัน ฐานรากต้องรับไหว ค่าฐานรากต้องอยู่ในงบตั้งแต่แรก
- น้ำค้างนานเกินไป ถังที่ใหญ่เกินความจำเป็นทำให้น้ำหมุนเวียนช้า เสี่ยงตะไคร่และกลิ่น ถ้าเป็นน้ำใช้อุปโภคบริโภคยิ่งต้องระวัง
- อนาคตจะขยายไหม ถ้าคิดจะเพิ่มพื้นที่ปลูกหรือเพิ่มโรงเรือน ควรเลือกชนิดถังที่ต่อเติมความจุได้ภายหลัง จะประหยัดกว่าซื้อใหม่ทั้งใบ
สรุปเป็นขั้นตอนสั้นๆ
- หาว่าใช้น้ำวันละกี่ลิตร จากมิเตอร์ บิลค่าน้ำ หรือคูณเอาจากจำนวนคนหรือหัวจ่ายน้ำ
- ตัดสินใจว่าอยากสำรองไว้กี่วัน โดยดูว่าน้ำขาดแล้วเสียหายแค่ไหน
- คูณสองตัวเลขเข้าด้วยกัน ได้เป็นลิตร แล้วหารด้วย 1,000 ถ้าอยากได้เป็นคิว
- เผื่อขึ้นไปอีกนิดให้ถึงขนาดถังมาตรฐานที่ใกล้ที่สุด
- เช็คว่าปั๊มเติมน้ำทันไหม และฐานรากรับน้ำหนักไหวหรือเปล่า
ถ้าคำนวณแล้วได้ตัวเลขหลักสิบคิวขึ้นไป หรือไม่แน่ใจว่าควรเลือกถังชนิดไหน ทีมวิศวกร Dynamach ช่วยประเมินให้ได้จากปริมาณการใช้จริงและเงื่อนไขหน้างาน ติดต่อสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย
เผื่อขนาดถังไว้เยอะๆ เลยดีไหม
ไม่แนะนำให้เผื่อเกินไปมาก เพราะนอกจากเสียเงินเพิ่มแล้ว น้ำที่ค้างในถังนานจะเสี่ยงเรื่องตะไคร่และกลิ่น ทางที่ดีคือเผื่อพอประมาณ แล้วเลือกชนิดถังที่ขยายความจุเพิ่มได้ในอนาคตแทน
ถังใบใหญ่ใบเดียว กับถังเล็กหลายใบ อย่างไหนดีกว่า
ถังใบใหญ่ใบเดียวมักถูกกว่าเมื่อคิดต่อลิตร และดูแลจุดเดียว ส่วนถังเล็กหลายใบมีข้อดีคือถ้าใบหนึ่งต้องล้างหรือซ่อม ยังมีใบอื่นใช้ต่อได้ งานที่หยุดน้ำไม่ได้เลยมักเลือกแบบหลายใบด้วยเหตุผลนี้
ถังเก็บน้ำต้องล้างบ่อยแค่ไหน
ทั่วไปคือปีละครั้งถึงสองครั้ง แต่ขึ้นกับคุณภาพน้ำที่เก็บด้วย ถ้าน้ำมีตะกอนมากก็ต้องล้างถี่ขึ้น ควรเลือกถังที่มีช่องเปิดให้เข้าไปล้างได้สะดวกตั้งแต่ตอนซื้อ เพราะถังที่ล้างยากมักจะไม่ถูกล้างเลย
วางถังบนดินเลยได้ไหม
ไม่ควร เพราะน้ำหนักน้ำมากพอที่จะทำให้ดินทรุดไม่เท่ากัน แล้วถังจะเอียงและรั่วที่รอยต่อ ควรทำฐานรากที่ระดับเสมอกันและรับน้ำหนักได้จริงตามขนาดถัง
ยกถังขึ้นสูงเพื่อให้น้ำแรง จำเป็นไหม
ช่วยได้ในระดับหนึ่ง เพราะความสูงทำให้เกิดแรงดันตามธรรมชาติ แต่ถ้าต้องการแรงดันสม่ำเสมอทั้งบ้านหรือทั้งแปลง การใช้ปั๊มเพิ่มแรงดันมักคุ้มกว่าและควบคุมได้ดีกว่าการสร้างหอสูง
ถังเก็บน้ำเพื่อการเกษตรต่างจากถังน้ำใช้ทั่วไปตรงไหน
หลักๆ คือขนาดที่ใหญ่กว่ามาก และมักตั้งกลางแจ้งตากแดดตากฝนตลอด จึงต้องดูเรื่องความทนแดดและการรับน้ำหนักเป็นพิเศษ อ่านเพิ่มได้ที่ ถังน้ำเพื่อการเกษตรขนาดอุตสาหกรรม