สระหรือบ่อน้ำที่มีอยู่ กักน้ำได้กี่คิว? วัดเองได้ด้วยสายวัดกับไม้ พร้อมสูตรสำหรับบ่อสี่เหลี่ยม บ่อกลม และบ่อขุดที่ขอบลาดเอียง และวิธีคิดว่าน้ำที่มีใช้ได้อีกกี่วัน โดยทีมวิศวกร Dynamach
“น้ำในสระเหลือพอใช้ถึงเมื่อไหร่” เป็นคำถามที่ตอบไม่ได้เลยถ้าไม่รู้ว่าสระเรากักน้ำได้กี่คิว
ข่าวดีคือวัดเองได้ ใช้แค่สายวัดกับไม้ยาวๆ อันเดียว ไม่ต้องจ้างใครมาสำรวจ บทความนี้จะบอกวิธีทีละขั้น พร้อมสูตรสำหรับบ่อแต่ละรูปทรง
ทบทวนหน่วยก่อน
1 คิว เท่ากับ 1,000 ลิตร และคิวก็คือลูกบาศก์เมตร คือกล่องกว้าง 1 เมตร ยาว 1 เมตร ลึก 1 เมตร
เพราะฉะนั้นถ้าวัดทุกอย่างเป็นเมตร แล้วคูณกัน ผลลัพธ์จะออกมาเป็นคิวโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องแปลงหน่วยอะไรเพิ่มเลย นี่คือเหตุผลที่ควรวัดเป็นเมตรตั้งแต่แรก
บ่อสี่เหลี่ยม สูตรง่ายที่สุด
ปริมาตร = กว้าง คูณ ยาว คูณ ความลึกเฉลี่ย
ตัวอย่าง สระกว้าง 20 เมตร ยาว 30 เมตร ลึกเฉลี่ย 2 เมตร
20 คูณ 30 คูณ 2 เท่ากับ 1,200 คิว หรือ 1,200,000 ลิตร
คำว่าความลึกเฉลี่ยสำคัญมาก เพราะก้นบ่อแทบไม่เคยเรียบเสมอกัน วิธีหาค่าเฉลี่ยอยู่ในหัวข้อถัดไป
บ่อกลม
ปริมาตร = 0.785 คูณ เส้นผ่านศูนย์กลาง คูณ เส้นผ่านศูนย์กลาง คูณ ความลึกเฉลี่ย
ตัวอย่าง บ่อกลมเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 เมตร ลึกเฉลี่ย 2 เมตร
0.785 คูณ 10 คูณ 10 คูณ 2 เท่ากับ 157 คิว
เลข 0.785 เป็นค่าคงที่ที่ใช้แปลงจากสี่เหลี่ยมเป็นวงกลม จำไว้ตัวเดียวใช้ได้ตลอด ไม่ต้องเข้าใจที่มาก็ได้
บ่อขุดที่ขอบลาดเอียง แบบที่เจอบ่อยที่สุด
บ่อขุดในไร่นาส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นกล่องสี่เหลี่ยมตรงๆ แต่ขอบจะลาดเอียงเข้าหาก้นบ่อ ทำให้ปากบ่อกว้างกว่าก้นบ่อ
ถ้าใช้สูตรสี่เหลี่ยมกับขนาดปากบ่อ จะได้ตัวเลขสูงเกินจริงมาก บางทีเกินไปเกือบเท่าตัว วิธีที่ใกล้เคียงกว่าคือ
ปริมาตร = พื้นที่ปากบ่อ บวก พื้นที่ก้นบ่อ หารด้วย 2 แล้วคูณด้วยความลึก
ตัวอย่าง ปากบ่อกว้าง 20 ยาว 30 เมตร ก้นบ่อกว้าง 14 ยาว 24 เมตร ลึก 3 เมตร
- พื้นที่ปากบ่อ 20 คูณ 30 เท่ากับ 600 ตารางเมตร
- พื้นที่ก้นบ่อ 14 คูณ 24 เท่ากับ 336 ตารางเมตร
- รวมกันได้ 936 หารด้วย 2 เท่ากับ 468
- คูณด้วยความลึก 3 เมตร เท่ากับ 1,404 คิว
ถ้าใช้สูตรสี่เหลี่ยมกับขนาดปากบ่อจะได้ 1,800 คิว ซึ่งเกินจริงไปเกือบ 400 คิว หรือประมาณ 28 เปอร์เซ็นต์ ผิดพลาดมากพอที่จะทำให้วางแผนน้ำผิดไปทั้งฤดู
หาความลึกเฉลี่ยยังไง
อย่าวัดจุดเดียวแล้วใช้เลย เพราะจุดที่ลึกที่สุดมักไม่ใช่ตัวแทนของทั้งบ่อ
วิธีที่ใช้ได้จริงคือ
- หาไม้ยาวๆ หรือเชือกผูกก้อนหิน ทำเครื่องหมายเป็นช่วงละ 10 เซนติเมตร
- พายเรือหรือเดินริมขอบ วัดความลึกสัก 5 ถึง 9 จุดกระจายทั่วบ่อ ทั้งตรงกลางและใกล้ขอบ
- บวกทุกค่าเข้าด้วยกันแล้วหารด้วยจำนวนจุดที่วัด
ตัวอย่าง วัดได้ 1.2, 1.8, 2.5, 2.2 และ 1.3 เมตร รวมได้ 9.0 หารด้วย 5 เท่ากับความลึกเฉลี่ย 1.8 เมตร
น้ำที่มี ใช้ได้จริงไม่หมดทั้งบ่อ
ข้อนี้สำคัญและคนมักลืม ปริมาตรที่คำนวณได้คือน้ำทั้งหมดในบ่อ แต่สูบใช้ได้จริงไม่ถึงเท่านั้น
เหตุผลคือ
- ปั๊มต้องจมอยู่ใต้น้ำระดับหนึ่งจึงจะทำงานได้ สูบจนก้นบ่อไม่ได้
- น้ำช่วงล่างสุดมักมีตะกอนและโคลนปน ซึ่งกัดใบพัดปั๊มให้สึกเร็ว
- ถ้าเลี้ยงปลาหรือมีระบบนิเวศในบ่อ ต้องเหลือน้ำไว้ให้ด้วย
หลักคร่าวๆ คือคิดว่าใช้ได้จริงประมาณ 70 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ของที่คำนวณได้ จะปลอดภัยกว่า
คิดต่อว่าน้ำที่มีใช้ได้อีกกี่วัน
พอรู้ปริมาตรแล้ว คิดต่อได้ทันทีด้วยสูตรเดียว
จำนวนวัน = น้ำที่ใช้ได้จริง หารด้วย ปริมาณที่ใช้ต่อวัน
ตัวอย่าง สระ 1,200 คิว คิดว่าใช้ได้จริง 80 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับ 960 คิว ถ้าสูบรดแปลงวันละ 8 คิว
960 หารด้วย 8 เท่ากับ ใช้ได้ประมาณ 120 วัน
ตัวเลขนี้มีประโยชน์มากในการวางแผนหน้าแล้ง เพราะบอกได้ล่วงหน้าว่าน้ำจะพอถึงเมื่อไหร่ และควรเริ่มหาน้ำเสริมตอนไหน
ถ้ายังไม่รู้ว่าตัวเองใช้น้ำวันละกี่คิว ลองอ่านวิธีคิดที่ ถังเก็บน้ำควรใช้ขนาดเท่าไหร่ ซึ่งมีตัวอย่างคำนวณทั้งสวน ฟาร์ม และประปาหมู่บ้าน
อย่าลืมว่าน้ำหายไปเองด้วย
น้ำในบ่อไม่ได้ลดเพราะเราสูบอย่างเดียว มันหายไปเองสองทาง
ระเหยขึ้นฟ้า ในช่วงหน้าร้อนของไทย ผิวน้ำระเหยได้วันละหลายมิลลิเมตร บ่อที่ผิวหน้ากว้างมากจะเสียน้ำทางนี้เยอะกว่าบ่อลึกที่ผิวหน้าแคบ นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมบ่อลึกเก็บน้ำได้ทนกว่าบ่อตื้นที่จุน้ำเท่ากัน
ซึมลงดิน ขึ้นกับชนิดดินก้นบ่อ ดินเหนียวซึมน้อย ดินทรายซึมมาก บ่อที่น้ำลดเร็วผิดปกติทั้งที่ไม่ได้สูบ มักมีปัญหาการซึม ซึ่งแก้ได้ด้วยการปูวัสดุกันซึม
ถ้าอยากรู้ว่าบ่อของเราเสียน้ำเองวันละเท่าไหร่ ให้ปักไม้วัดระดับไว้ แล้วจดระดับน้ำทุกเช้าสัก 7 วันในช่วงที่ไม่ได้สูบเลย จะเห็นตัวเลขจริงของบ่อตัวเอง ซึ่งแม่นกว่าไปเอาค่ากลางจากที่อื่นมาใช้
สรุปเป็นขั้นตอน
- วัดกว้างและยาวเป็นเมตร ถ้าขอบลาดให้วัดทั้งปากบ่อและก้นบ่อ
- วัดความลึกหลายจุดแล้วหาค่าเฉลี่ย
- เลือกสูตรตามรูปทรงบ่อ แล้วคูณออกมาเป็นคิว
- คูณด้วย 0.7 ถึง 0.8 เพื่อให้ได้น้ำที่สูบใช้ได้จริง
- หารด้วยปริมาณที่ใช้ต่อวัน จะได้จำนวนวันที่น้ำจะอยู่ได้
ถ้าคำนวณแล้วพบว่าน้ำไม่พอถึงปลายฤดู ทางเลือกมีทั้งขุดเพิ่ม ทำถังเก็บสำรอง ลดการสูญเสียจากการระเหยและการซึม หรือหาแหล่งน้ำเสริม ทีมวิศวกร Dynamach ช่วยดูภาพรวมระบบน้ำและวางแผนให้ได้ ติดต่อสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย
บ่อรูปร่างไม่เป็นทรงอะไรเลย คิดยังไง
ให้แบ่งเป็นส่วนย่อยที่ใกล้เคียงสี่เหลี่ยมหรือวงกลม คิดทีละส่วนแล้วบวกกัน วิธีนี้ไม่เป๊ะร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ใกล้เคียงพอสำหรับการวางแผนใช้น้ำ ซึ่งดีกว่าไม่รู้ตัวเลขอะไรเลย
วัดเป็นไร่ แปลงเป็นคิวได้ไหม
ไร่เป็นหน่วยพื้นที่ ไม่ใช่ปริมาตร จึงต้องรู้ความลึกด้วยถึงจะแปลงได้ โดย 1 ไร่เท่ากับ 1,600 ตารางเมตร ดังนั้นบ่อ 1 ไร่ลึกเฉลี่ย 2 เมตร จะได้ 1,600 คูณ 2 เท่ากับ 3,200 คิว
ทำไมคำนวณได้เยอะ แต่สูบจริงได้น้อยกว่ามาก
สาเหตุที่พบบ่อยคือคิดจากขนาดปากบ่อทั้งที่ขอบบ่อลาดเอียง และลืมหักส่วนที่สูบไม่ได้ที่ก้นบ่อ ลองคิดใหม่ด้วยสูตรบ่อขอบลาดในบทความนี้ แล้วคูณ 0.7 ถึง 0.8 ดู จะใกล้ความจริงกว่ามาก
บ่อลึกกับบ่อกว้าง แบบไหนดีกว่ากัน
ถ้าจุน้ำเท่ากัน บ่อลึกได้เปรียบกว่าเพราะผิวหน้าน้ำแคบกว่า จึงระเหยน้อยกว่า และน้ำชั้นล่างเย็นกว่าช่วยชะลอการเสียน้ำ แต่บ่อลึกก็ต้องระวังเรื่องความปลอดภัยและความมั่นคงของขอบบ่อมากกว่า
มีวิธีลดการระเหยไหม
ที่ทำกันจริงคือลดพื้นที่ผิวน้ำที่โดนแดดโดยตรง เช่น ปลูกไม้บังลมรอบบ่อเพื่อลดลมพัดผ่านผิวน้ำ หรือใช้วัสดุคลุมผิวน้ำบางส่วน ในโครงการขนาดใหญ่บางแห่งติดตั้งแผงโซลาร์บนทุ่นลอยน้ำ ซึ่งได้ทั้งไฟฟ้าและช่วยบังแดดผิวน้ำไปพร้อมกัน
ต้องวัดใหม่ทุกปีไหม
ควรวัดใหม่ทุกสองถึงสามปี เพราะตะกอนที่ไหลลงมาสะสมที่ก้นบ่อจะทำให้บ่อตื้นขึ้นเรื่อยๆ โดยที่มองจากผิวน้ำไม่เห็น บ่อที่ไม่เคยลอกเลยอาจจุน้ำได้น้อยกว่าตอนขุดใหม่ๆ อย่างมีนัยสำคัญ