17/Aug/2026 12:00 PM

สระหรือบ่อน้ำที่มีอยู่ กักน้ำได้กี่คิว? วัดเองได้ด้วยสายวัดกับไม้ พร้อมสูตรสำหรับบ่อสี่เหลี่ยม บ่อกลม และบ่อขุดที่ขอบลาดเอียง และวิธีคิดว่าน้ำที่มีใช้ได้อีกกี่วัน โดยทีมวิศวกร Dynamach

“น้ำในสระเหลือพอใช้ถึงเมื่อไหร่” เป็นคำถามที่ตอบไม่ได้เลยถ้าไม่รู้ว่าสระเรากักน้ำได้กี่คิว

ข่าวดีคือวัดเองได้ ใช้แค่สายวัดกับไม้ยาวๆ อันเดียว ไม่ต้องจ้างใครมาสำรวจ บทความนี้จะบอกวิธีทีละขั้น พร้อมสูตรสำหรับบ่อแต่ละรูปทรง

ทบทวนหน่วยก่อน

1 คิว เท่ากับ 1,000 ลิตร และคิวก็คือลูกบาศก์เมตร คือกล่องกว้าง 1 เมตร ยาว 1 เมตร ลึก 1 เมตร

เพราะฉะนั้นถ้าวัดทุกอย่างเป็นเมตร แล้วคูณกัน ผลลัพธ์จะออกมาเป็นคิวโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องแปลงหน่วยอะไรเพิ่มเลย นี่คือเหตุผลที่ควรวัดเป็นเมตรตั้งแต่แรก

บ่อสี่เหลี่ยม สูตรง่ายที่สุด

ปริมาตร = กว้าง คูณ ยาว คูณ ความลึกเฉลี่ย

ตัวอย่าง สระกว้าง 20 เมตร ยาว 30 เมตร ลึกเฉลี่ย 2 เมตร

20 คูณ 30 คูณ 2 เท่ากับ 1,200 คิว หรือ 1,200,000 ลิตร

คำว่าความลึกเฉลี่ยสำคัญมาก เพราะก้นบ่อแทบไม่เคยเรียบเสมอกัน วิธีหาค่าเฉลี่ยอยู่ในหัวข้อถัดไป

บ่อกลม

ปริมาตร = 0.785 คูณ เส้นผ่านศูนย์กลาง คูณ เส้นผ่านศูนย์กลาง คูณ ความลึกเฉลี่ย

ตัวอย่าง บ่อกลมเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 เมตร ลึกเฉลี่ย 2 เมตร

0.785 คูณ 10 คูณ 10 คูณ 2 เท่ากับ 157 คิว

เลข 0.785 เป็นค่าคงที่ที่ใช้แปลงจากสี่เหลี่ยมเป็นวงกลม จำไว้ตัวเดียวใช้ได้ตลอด ไม่ต้องเข้าใจที่มาก็ได้

บ่อขุดที่ขอบลาดเอียง แบบที่เจอบ่อยที่สุด

บ่อขุดในไร่นาส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นกล่องสี่เหลี่ยมตรงๆ แต่ขอบจะลาดเอียงเข้าหาก้นบ่อ ทำให้ปากบ่อกว้างกว่าก้นบ่อ

ถ้าใช้สูตรสี่เหลี่ยมกับขนาดปากบ่อ จะได้ตัวเลขสูงเกินจริงมาก บางทีเกินไปเกือบเท่าตัว วิธีที่ใกล้เคียงกว่าคือ

ปริมาตร = พื้นที่ปากบ่อ บวก พื้นที่ก้นบ่อ หารด้วย 2 แล้วคูณด้วยความลึก

ตัวอย่าง ปากบ่อกว้าง 20 ยาว 30 เมตร ก้นบ่อกว้าง 14 ยาว 24 เมตร ลึก 3 เมตร

  • พื้นที่ปากบ่อ 20 คูณ 30 เท่ากับ 600 ตารางเมตร
  • พื้นที่ก้นบ่อ 14 คูณ 24 เท่ากับ 336 ตารางเมตร
  • รวมกันได้ 936 หารด้วย 2 เท่ากับ 468
  • คูณด้วยความลึก 3 เมตร เท่ากับ 1,404 คิว

ถ้าใช้สูตรสี่เหลี่ยมกับขนาดปากบ่อจะได้ 1,800 คิว ซึ่งเกินจริงไปเกือบ 400 คิว หรือประมาณ 28 เปอร์เซ็นต์ ผิดพลาดมากพอที่จะทำให้วางแผนน้ำผิดไปทั้งฤดู

หาความลึกเฉลี่ยยังไง

อย่าวัดจุดเดียวแล้วใช้เลย เพราะจุดที่ลึกที่สุดมักไม่ใช่ตัวแทนของทั้งบ่อ

วิธีที่ใช้ได้จริงคือ

  1. หาไม้ยาวๆ หรือเชือกผูกก้อนหิน ทำเครื่องหมายเป็นช่วงละ 10 เซนติเมตร
  2. พายเรือหรือเดินริมขอบ วัดความลึกสัก 5 ถึง 9 จุดกระจายทั่วบ่อ ทั้งตรงกลางและใกล้ขอบ
  3. บวกทุกค่าเข้าด้วยกันแล้วหารด้วยจำนวนจุดที่วัด

ตัวอย่าง วัดได้ 1.2, 1.8, 2.5, 2.2 และ 1.3 เมตร รวมได้ 9.0 หารด้วย 5 เท่ากับความลึกเฉลี่ย 1.8 เมตร

น้ำที่มี ใช้ได้จริงไม่หมดทั้งบ่อ

ข้อนี้สำคัญและคนมักลืม ปริมาตรที่คำนวณได้คือน้ำทั้งหมดในบ่อ แต่สูบใช้ได้จริงไม่ถึงเท่านั้น

เหตุผลคือ

  • ปั๊มต้องจมอยู่ใต้น้ำระดับหนึ่งจึงจะทำงานได้ สูบจนก้นบ่อไม่ได้
  • น้ำช่วงล่างสุดมักมีตะกอนและโคลนปน ซึ่งกัดใบพัดปั๊มให้สึกเร็ว
  • ถ้าเลี้ยงปลาหรือมีระบบนิเวศในบ่อ ต้องเหลือน้ำไว้ให้ด้วย

หลักคร่าวๆ คือคิดว่าใช้ได้จริงประมาณ 70 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ของที่คำนวณได้ จะปลอดภัยกว่า

คิดต่อว่าน้ำที่มีใช้ได้อีกกี่วัน

พอรู้ปริมาตรแล้ว คิดต่อได้ทันทีด้วยสูตรเดียว

จำนวนวัน = น้ำที่ใช้ได้จริง หารด้วย ปริมาณที่ใช้ต่อวัน

ตัวอย่าง สระ 1,200 คิว คิดว่าใช้ได้จริง 80 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับ 960 คิว ถ้าสูบรดแปลงวันละ 8 คิว

960 หารด้วย 8 เท่ากับ ใช้ได้ประมาณ 120 วัน

ตัวเลขนี้มีประโยชน์มากในการวางแผนหน้าแล้ง เพราะบอกได้ล่วงหน้าว่าน้ำจะพอถึงเมื่อไหร่ และควรเริ่มหาน้ำเสริมตอนไหน

ถ้ายังไม่รู้ว่าตัวเองใช้น้ำวันละกี่คิว ลองอ่านวิธีคิดที่ ถังเก็บน้ำควรใช้ขนาดเท่าไหร่ ซึ่งมีตัวอย่างคำนวณทั้งสวน ฟาร์ม และประปาหมู่บ้าน

อย่าลืมว่าน้ำหายไปเองด้วย

น้ำในบ่อไม่ได้ลดเพราะเราสูบอย่างเดียว มันหายไปเองสองทาง

ระเหยขึ้นฟ้า ในช่วงหน้าร้อนของไทย ผิวน้ำระเหยได้วันละหลายมิลลิเมตร บ่อที่ผิวหน้ากว้างมากจะเสียน้ำทางนี้เยอะกว่าบ่อลึกที่ผิวหน้าแคบ นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมบ่อลึกเก็บน้ำได้ทนกว่าบ่อตื้นที่จุน้ำเท่ากัน

ซึมลงดิน ขึ้นกับชนิดดินก้นบ่อ ดินเหนียวซึมน้อย ดินทรายซึมมาก บ่อที่น้ำลดเร็วผิดปกติทั้งที่ไม่ได้สูบ มักมีปัญหาการซึม ซึ่งแก้ได้ด้วยการปูวัสดุกันซึม

ถ้าอยากรู้ว่าบ่อของเราเสียน้ำเองวันละเท่าไหร่ ให้ปักไม้วัดระดับไว้ แล้วจดระดับน้ำทุกเช้าสัก 7 วันในช่วงที่ไม่ได้สูบเลย จะเห็นตัวเลขจริงของบ่อตัวเอง ซึ่งแม่นกว่าไปเอาค่ากลางจากที่อื่นมาใช้

สรุปเป็นขั้นตอน

  1. วัดกว้างและยาวเป็นเมตร ถ้าขอบลาดให้วัดทั้งปากบ่อและก้นบ่อ
  2. วัดความลึกหลายจุดแล้วหาค่าเฉลี่ย
  3. เลือกสูตรตามรูปทรงบ่อ แล้วคูณออกมาเป็นคิว
  4. คูณด้วย 0.7 ถึง 0.8 เพื่อให้ได้น้ำที่สูบใช้ได้จริง
  5. หารด้วยปริมาณที่ใช้ต่อวัน จะได้จำนวนวันที่น้ำจะอยู่ได้

ถ้าคำนวณแล้วพบว่าน้ำไม่พอถึงปลายฤดู ทางเลือกมีทั้งขุดเพิ่ม ทำถังเก็บสำรอง ลดการสูญเสียจากการระเหยและการซึม หรือหาแหล่งน้ำเสริม ทีมวิศวกร Dynamach ช่วยดูภาพรวมระบบน้ำและวางแผนให้ได้ ติดต่อสอบถาม

คำถามที่พบบ่อย

บ่อรูปร่างไม่เป็นทรงอะไรเลย คิดยังไง

ให้แบ่งเป็นส่วนย่อยที่ใกล้เคียงสี่เหลี่ยมหรือวงกลม คิดทีละส่วนแล้วบวกกัน วิธีนี้ไม่เป๊ะร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ใกล้เคียงพอสำหรับการวางแผนใช้น้ำ ซึ่งดีกว่าไม่รู้ตัวเลขอะไรเลย

วัดเป็นไร่ แปลงเป็นคิวได้ไหม

ไร่เป็นหน่วยพื้นที่ ไม่ใช่ปริมาตร จึงต้องรู้ความลึกด้วยถึงจะแปลงได้ โดย 1 ไร่เท่ากับ 1,600 ตารางเมตร ดังนั้นบ่อ 1 ไร่ลึกเฉลี่ย 2 เมตร จะได้ 1,600 คูณ 2 เท่ากับ 3,200 คิว

ทำไมคำนวณได้เยอะ แต่สูบจริงได้น้อยกว่ามาก

สาเหตุที่พบบ่อยคือคิดจากขนาดปากบ่อทั้งที่ขอบบ่อลาดเอียง และลืมหักส่วนที่สูบไม่ได้ที่ก้นบ่อ ลองคิดใหม่ด้วยสูตรบ่อขอบลาดในบทความนี้ แล้วคูณ 0.7 ถึง 0.8 ดู จะใกล้ความจริงกว่ามาก

บ่อลึกกับบ่อกว้าง แบบไหนดีกว่ากัน

ถ้าจุน้ำเท่ากัน บ่อลึกได้เปรียบกว่าเพราะผิวหน้าน้ำแคบกว่า จึงระเหยน้อยกว่า และน้ำชั้นล่างเย็นกว่าช่วยชะลอการเสียน้ำ แต่บ่อลึกก็ต้องระวังเรื่องความปลอดภัยและความมั่นคงของขอบบ่อมากกว่า

มีวิธีลดการระเหยไหม

ที่ทำกันจริงคือลดพื้นที่ผิวน้ำที่โดนแดดโดยตรง เช่น ปลูกไม้บังลมรอบบ่อเพื่อลดลมพัดผ่านผิวน้ำ หรือใช้วัสดุคลุมผิวน้ำบางส่วน ในโครงการขนาดใหญ่บางแห่งติดตั้งแผงโซลาร์บนทุ่นลอยน้ำ ซึ่งได้ทั้งไฟฟ้าและช่วยบังแดดผิวน้ำไปพร้อมกัน

ต้องวัดใหม่ทุกปีไหม

ควรวัดใหม่ทุกสองถึงสามปี เพราะตะกอนที่ไหลลงมาสะสมที่ก้นบ่อจะทำให้บ่อตื้นขึ้นเรื่อยๆ โดยที่มองจากผิวน้ำไม่เห็น บ่อที่ไม่เคยลอกเลยอาจจุน้ำได้น้อยกว่าตอนขุดใหม่ๆ อย่างมีนัยสำคัญ